Category Archives: อินเตอร์เน็ต

การดูแลรักษาและทำความสะอาดเต็นท์ให้เช่า

1. หลังจากกลับจากการไปท่องเที่ยว หากเต็นท์ให้เช่าสกปรกมากก็ควรทำความสะอาดด้วยการใช้ไม้กวาดเพื่อปัดกวาดเอาเศษขยะภายในเต็นท์ และที่ติดอยู่ตามภายนอกเต็นท์ออกไป จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเปล่าพอหมาด ๆ นำมาเช็ดถูภายในเต็นท์และภายนอกเต็นท์แล้วนำไปตากแดดในที่ร่มหรือแดดอ่อนๆยามเช้าหรือยามเย็น ควรตากให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันกลิ่นอับและเชื้อราที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเต็นท์สกปรกน้อยนิดก็อาจเพียงแต่ปัดกวาดทำความสะอาดเต็นท์ภายในและภายนอกเท่านั้น

2. ถ้านำเต็นท์ไปท่องเที่ยวตามชายทะเล นอกจากทำความสะอาดดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังต้องทำความสะอาดบริเวณซิปเป็นพิเศษด้วยการใช้น้ำฉีดพ่นบริเวณซิป เพื่อขจัดกรวดทรายและคราบไอทะเลที่เกาะอยู่ให้หลุดไป รวมทั้งเป็นการป้องกันฟันของซิปสึกหรอหรือฝืดจนใช้การไม่ได้ นอกจากนี้ควรนำเศษผ้าจุ่มขึ้ผึ้งหรือใช้เทียนไขก็ได้มาขัดถูบริเวณซิปเพื่อยืดอายุการใช้งานของซิป

3. หากต้องการซักเต็นท์ เพราะเห็นว่ามีความสกปรกมากและมีกลิ่นอับเหม็น ควรใช้น้ำผสมสบู่หรือยาสระผมอย่างอ่อน ห้ามใช้ผงซักฟอกอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อผ้าของเต็นท์เสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้ควรใช้แป้งทาตัว (อย่างอ่อน) โรยบริเวณซอกมุมของเต็นท์เพื่อช่วยขจัดความชื้นให้หมดไป

4. ควรเก็บเต็นท์ไว้ในสถานที่ๆอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อบอ้าวจนเกินไป และไม่ควรวางไว้กับพื้น โดยเฉพาะพื้นปูน เพราะบริเวณนั้นจะมีความชื้นและทำให้เต็นท์เกิดเชื้อราได้ง่าย

5. นาน ๆ ครั้งควรนำเต็นท์ออกมากางผึ่งแดดอ่อน ๆ เพื่อขจัดกลิ่นอับ

เทคโนโลยีถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ

จากเหตุการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา เป็นบทเรียนให้คนไทยได้ตระหนักว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนคนไทยทุกคนในทุกภาคส่วนจะต้องรู้เท่าทันภัยธรรมชาติและต้องร่วมด้วยช่วยกันในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านภัยธรรมชาติที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าถึงประชาชนทั่วทุกภูมิภาค โดยมีกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานสำคัญในการพยากรณ์สภาพอากาศและเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบแต่ทั้งนี้การรายงานสภาพอากาศจะเปี่ยมประสิทธิภาพไปไม่ได้ หากขาดซึ่งบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญ รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการรายงานสภาพอากาศได้อย่างถูกต้องและทันเหตุการณ์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำข้อมูลอุตุนิยมวิทยาไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมที่สามารถเกื้อกูลสนับสนุนงานด้านการบริหารจัดการน้ำ เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของประชาชนให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนให้ข้าราชการกรมอุตุนิยมวิทยาทำการศึกษาวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ใช้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยามากขึ้น รวมถึงแสดงความก้าวหน้าของกรมอุตุนิยมวิทยาในด้านการเฝ้าระวัง ตัดตามพยากรณ์และการคาดหมายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยและภูมิภาค ตลอดจนเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ของกรมอุตุนิยมวิทยา

สำหรับเทคโนโลยีซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการตรวจวัดและพยากรณ์อากาศซึ่งจะทำให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อจะได้เตรียมพร้อมรับกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นนั้น บุญเลศ อาชีวระงับโรค ได้เน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยีแบบศาสตร์ผสม เช่น การผสมผสานระหว่างอุทกศาสตร์และสมุทรศาสตร์เพื่อการพยากรณ์เรื่องน้ำ “ในอนาคตเราจะนำเทคโนโลยี QPE ( Quantitative Precipitation Estimate) / QPE ( Quantitative Precipitation Forcasting) มาใช้เพื่อการประมาณและการพยากรณ์น้ำฝนซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น ”

การพยากรณ์สภาพอากาศจะดีได้มิใช่อยู่ที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หากแต่ต้องประกอบด้วย 3 ดี คือ ข้อมูลดีเทคโนโลยี และคนดี ซึ่งหมายถึงคนที่มีความรู้ดีและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยเฉพาะจากกรมอุตุนิยมวิทยาหากประกอบด้วยทั้ง 3 ประการครบถ้วยสมบูรณ์แล้ว เชื่อแน่ว่าพิบัติภัยจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายและบรรเทาเบาบางลงได้ ไม่เกิดการสูญเสียให้เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเฉกเช่นที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยธรรมชาติได้ในปัจจุบันนี้

18ภัยจากธรรมชาติคำคำนี้ ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 – 20 ปี ที่แล้ว เราคงจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวและคงไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่สำหรับในปัจจุบันเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยธรรมชาตินั้นสูงมากอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่มีใครทำนายได้ล่วงหน้าเลยว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไรนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ถึงแม้ว่าวิทยศาสตร์จะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่นอนว่าภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เพื่อนๆ เชื่อไหมคะว่า บรรดาสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ต่างๆ เขาจะมีสัญชาตญาณในการรับรู้ถึงภัยธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นได้สำหรับเรื่องของสัญชาตญาณเตือนภัยธรรมชาติของสัตว์นั้น ดร.เฮอร์เว ฟริตซ์ นักวิจัยพฤติกรรมสัตว์แห่งศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติของฝรั่งเศสยืนยันว่า สัตว์โดยเฉพาะที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีความสามารถในการรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนหรือคลื่นเสียงที่มีความถี่ต่ำจากระยะไกล หรือที่เรียกว่า อัลฟราซาวนด์

คลื่นความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ ทำให้สัตว์พวกนี้หนีเอาตัวรอดได้ในเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิ ส่วนพวกนกจะอ่อนไหวมากหากความกดอากาศเปลี่ยนแปลงไป  เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่ารหัสเตือนภัยที่น้องหมามีสัญชาตญาณในการเตือนภัยที่แม่นยำก็เพราะว่า ประสาทการรับรู้ทางด้านการได้ยินของสุนัขจะมีประสาทรับเสียงที่ไวมาก สามารถได้ยินเสียงคลื่นความถี่สูงและต่ำกว่าที่มนุษย์ได้ยินจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการล่าเหยื่อ การสื่อสาร และรับรู้ถึงคลื่นเสียงต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สังเกตง่ายๆ เราเคยสงสัยไหมคะว่าทำไมเวลาเรากลับไปถึงบ้าน เราจะเจอน้องหมายืนรอหน้าบ้านแล้ว เขารู้ได้ยังไงว่าเรากำลังจะกลับมา ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า สุนัขรู้ที่มาของเสียงได้แม่นยำกว่าคน สุนัขจับจังหวะเสียงเดินของเจ้าของได้ สุนัขสามารถได้ยินเสียงความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิรตซ์ และมากกว่า 20,000 เฮิรตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้

อันตรายและความเสียหายของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในแต่ละขึ้น

19

ภัยพิบัติมีความหมายครอบคลุมถึงภัยที่รุนแรงเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อบุคคลเดียวหรือกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง คือกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยทำให้เกิดปัญหาต่อจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม คลื่นสึนามิหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การก่อการร้าย สงคราม การข่มขืน เป็นต้น ภัยพิบัติสามารถส่งผลกระทบต่อความเสียหายทางกายภาพที่เห็นได้ชัดเจน เช่น เสียชีวิต บาดเจ็บ ไร้ที่อยู่ ขาดที่ทำกิน พิการ อุปกรณ์การทำงานสูญหายกระทบต่อสภาพสังคม วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต รวมทั้งมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ประสบภัย

ทั้งๆที่ภัยพิบัติ เกิดขึ้นได้ทั้งในประเทศร่ำรวยพอๆกับประเทศยากจน แต่ความหายนะที่เกิดกับคนในประเทศยากจนสูงกว่ามากทั้งนี้เนื่องจากประเทศยากจนขาดแคลนระบบป้องกัน เตือนภัย เครื่องมือช่วยเหลือที่รวดเร็วทันสมัย อุปกรณ์ทางการแพทย์รวมทั้งแผนการเตรียมการฉุกเฉินที่เพียบพร้อมร่วมกับการสื่อสารและการขนส่งที่รวดเร็วรวมทั้งสภาพปัญหาแวดล้อมของประเทศยากจนไม่มั่นคงอยู่ก่อน เช่น ถนน เขื่อน บ้าน สุขภาพ อาหาร ส้วม ที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้คนรู้สึกไม่ปลอดภัยและได้รับผลกระทบในเรื่องโรคระบาด การขาดอาหาร สูงมากและส่วนหนึ่งมาจากการขาดประสิทธิภาพในการทำงานช่วยเหลือของภาครัฐบาล

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกระทบต่อเด็กและวัยรุ่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ภัยพิบัติมาพร้อมกับความตายต่อหน้าต่อตาของผู้เป็นที่รักหรือบุคคลใกล้ชิด การที่ต้องเผชิญภาพเหตุการณ์ที่น่ากลัวใกล้ชิดกับความตายมิใช่เรื่องที่จะทำใจให้ยอมรับได้ง่ายโดยเฉพาะถ้าคนนั้นเป็น พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย เพื่อนสนิท ครู เพื่อนบ้าน แฟนหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง นอกจากเด็กและวัยรุ่นจะสูญเสียความสัมพันธ์กับคนที่รักแล้วยังสูญเสียสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยปลอดภัยและเป็นสุขและสูญเสียความมั่นคงของชีวิตความสูญเสียหลายอย่างมองเห็นได้ชัดแต่ความสูญเสียอีกหลายอย่างที่เป็นนามธรรมก็มีมาก เช่น ความมั่นคง ความอบอุ่นทางจิตใจ ความรักความผูกพัน โอกาสสนุกสนาน

แต่เด็กและวัยรุ่นจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใหญ่และต้องการสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับเป็นรากฐานสำหรับการเติบโตและพัฒนาการที่สมบูรณ์ การสูญเสียดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการสูญเสียที่มีอิทธิพลสำคัญต่อการเติบโตและพัฒนาการที่สมบูรณ์ ยิ่งถ้าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคงเป็นเวลานาน เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครองยังสับสน หวั่นไหวไม่เข้าที่ ไม่มีเวลาขาดการดูแลเอาใจใส่คุณครูทำงานหนักหลายด้าน ขาดการสอน ฯลฯ จะยิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กได้รุนแรงและยาวนาน

การทำงานของระบบหอเตือนภัย

ระบบหอเตือนภัยประกอบด้วย ส่วนควบคุมหลักซึ่งตั้งอยู่ ณ ห้องปฏิบัติการ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมาจากหลายแหล่งข้อมูล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแหล่งข้อมูลที่สำคัญจากในประเทศประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทกศาสตร์ กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมควบคุมมลพิษ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทา-สาธารณภัย เป็นต้น ส่วนแหล่งข้อมูลที่สำคัญจากต่างประเทศประกอบด้วย ศูนย์เตือนภัยสึนามิภูมิภาค แปซิฟิค (Pacific Tsunami Warning Center: PTWC) สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency: JMA) หน่วยสำรวจธรณีวิทยา ประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey: USGS) องค์กรการบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ศูนย์แผ่นดินไหวแห่งสหภาพยุโรปและทะเลเมดิเตอเรเนียน (European Mediterranean and Seismological Center: EMSC) เป็นต้น

จากการวิเคราะห์ข้อมูล หากคาดว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นและมีผลกระทบกับประชาชน ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจะดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนผ่านทางระบบแจ้งเตือนต่างๆ ของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งระบบหอเตือนภัยเป็นระบบหลักระบบหนึ่งในการเตือนภัย เมื่อมีการอนุมัติให้กดสัญญาณโดยผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ(หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย)สัญญาณจะถูกส่งผ่านระบบดาวเทียมไปถึงยังหอเตือนภัยในพื้นที่ที่ต้องการ ดังรูปที่๔.๒ นอกจากการส่งสัญญาณในเหตุการณ์จริงแล้ว ระบบยังสามารถส่งสัญญาณเพื่อสื่อสารกับหอเตือนภัย ในกรณีอื่นๆ ได้ โดยระบบหอเตือนภัยประกอบด้วยระบบการใช้งานหลักๆ ดังนี้

ก) การส่งสัญญาณเสียงจริง (Activate) เป็นการส่งสัญญาณเสียงแจ้งเตือนภัยต่างๆ ตามเหตุการณ์จริง

ข) การส่งสัญญาณเสียงเงียบ (Test) เป็นการส่งสัญญาณเพื่อทดสอบระบบลำโพงว่าสามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่ โดยหอเตือนภัยจะมีเสียงดังต่ำๆ เหมือนการเปิดลำโพง ถ้าลำโพงเกิดขัดข้องหอเตือนภัยจะส่งข้อมูลข้อขัดข้องต่างๆ กลับมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

ค) การส่งสัญญาณตรวจสอบอุปกรณ์(Poll)เป็นการส่งสัญญาณไปยังหอเตือนภัยเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ว่ามีสถานะเป็นอย่างไร สามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่ เมื่อหอเตือนภัยได้รับสัญญาณตรวจสอบอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว จากนั้นหอเตือนภัยจะทำการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ โดยอัตโนมัติ และส่งข้อมูลสถานะของอุปกรณ์ต่างๆ กลับมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

เทคโนโลยีเตือนภัยแผ่นดินไหว ที่น่ารู้ไว้ในปัจจุบันเพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลซึ่งมี ความแรงถึง 7.8 ริกเตอร์ ในวันที่ 25 เมษายน 2558ที่ผ่านมา ทำให้มีทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก มียอด ผู้เสียชีวิตมากกว่า 5 พันคนแล้ว และมีบาดเจ็บมากกว่า หมื่นคน ขณะนี้การค้นหายังดำเนินต่อไป แม้ว่าแผ่นดินไหวที่มีความแรงระดับที่ก่อให้เกิด ความเสียหายใหญ่โตเช่นนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ภัยแผ่นดินไหวแต่ละครั้งก็สามารถนำไปสู่ความสูญเสีย ในชีวิตและทรัพย์สินได้ นักวิทยาศาสตร์ได้มีความ พยายามในการหาวิธีป้องกัน เตือนภัย และรับมือกับ ภัยแผ่นดินไหวเพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดระดับความเสียหาย

ระบบเตือนภัยก่อนเกิดแผ่นดินไหวเป็นความหวังหนึ่งที่เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้มนุษย์มีเวลาเตรียม ความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ การสำรวจพฤติกรรมที่ไม่ปกติของสัตว์ต่างๆ เช่น แมว นก สุนัข หรือปลา ก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสามารถช่วยคาดการณ์การเกิดแผ่นดินไหวได้ เนื่องจาก สัตว์มีประสาทสัมผัสที่สามารถรับรู้ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของพื้นผิวหรือเหนือพื้นผิวโลกได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่อง มือที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เช่นกัน

ShakeAlert เป็นระบบเตือนแผ่นดินไหวที่ พัฒนาโดย U.S. Geological Survey (USGS) ร่วมกับ Office of Emergency Services และ California Geological Survey ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบบ เตือนแผ่นดินไหวมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจจับและ ประเมินรูปแบบการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวหลัง จากที่การเกิดการเคลื่อนไหว จากนั้นจึงส่งการเตือน ไปยังประชาชนในพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบ วิธีนี้ อาจทำได้โดยการตรวจจับพลังงานที่เกิดขึ้นจากพลังงาน P-Wave ก่อให้เกิดคลื่น P-Wave เป็นคลื่นที่ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในกรณีทั่วไป แต่สามารถใช้ ในการคาดการณ์ก่อนที่จะเกิดคลื่น S-Wave ซึ่งจะเป็น คลื่นที่ มีความรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายได้

นอกจากเครื่องมือตรวจจับที่ใช้ในหน่วยงาน วิทยาศาสตร์แล้ว สมาร์ทโฟสและเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ส่วนบุคคลยังสามารถใช้เป็นระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว ได้ด้วยเช่นกัน การศึกษาวิจัยหนึ่งโดย USGS พบว่า ระบบ GPS ในสมาร์ทโฟนสามารถตรวจจับแผ่นดินไหวได้ ระบบตรวจจับของสมาร์ทโฟนสามารถเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้าได้ โดยต้องเป็น แผ่นดินไหวที่แรงในระดับ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป แม้ว่าเครื่องตรวจจับแผ่นดินไหวในระดับห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ในหลายๆ พื้นที่ของโลกไม่สามารถมีเครื่องมือเหล่านั้นได้ ดังนั้น ข้อมูลจากสมาร์ทโฟนจึงเป็นตัวช่วยหนึ่ง

ระบบ GPS ในสมาร์ทโฟนสามารถระบุตำแหน่ง ของผู้ใช้ได้ หากสัญญาณจาก GPS จำนวนอย่างน้อย 5,000 เครื่องในพื้นที่หนึ่งส่งสัญญาณการเคลื่อนที่ไปใน ทิศทางเดียวกันจะช่วยชี้การเคลื่อนที่ที่ผิดปกติของผิว โลกได้

อย่างไรก็ตามอุปสรรคหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ บริษัท ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่มักจะตั้งค่าให้ระบบ GPSคัดกรองแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น เช่น แรงสั่นสะเทือนระหว่างการ ขับรถ ซึ่งการคัดกรองแรงสั่นสะเทือนนี้ทำให้แรงสั่นสะเทือนของผิวโลกถูกมองข้ามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากเราอยากให้สมาร์ทโฟนสามารถเป็นระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวได้นั้น ผู้ใช้ และ Application ในสมาร์ทโฟน จะต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลดิบนี้ได้ด้วย

การนำเทคโนโลยีมาใช้เตือนภัยภิบัติ

เทคโนโลยีปัจจุบันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะเทคโนโลยีมีส่วนที่สำคัญในการติดต่อสื่อสาร หรือการนำไปใช้ในด้านธุรกิจ และเนื่องด้วยปัจจุบันโลกเราด้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดถัยพิบัติต่างๆมากมาย โดยเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันทั้งนี้เราสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเตือนภัยพิบัติต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับการสั่นไหวของแผ่นดิน สภาพอากาศ คลื่นลมในทะเล ซึ่งจะช่วยทำให้ทราบเหตุการณ์ก่อนและสามารถที่จะแก้ไขปัญหาหรือหาแนวทางการช่วยเหลือได้ทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบันภัยพิบัติมีความรุนแรงมากกว่าในอดีต เช่น โคลนถล่ม ดังนั้นจึงมีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้เพื่อเตือนภัย อย่างเช่น ระบบทุ่นเพื่อเตือนภัยสึนามิ โดยทำการติดตั้งเครื่องมือบันทึกความดันที่ด้านล่างของพื้นมหาสมุทร ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้จะทำหน้าที่ในการบันทึกการเปลี่ยนแปลงของแรงดันที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรและทำการศึกษาการเกิดสึนามิในพื้นที่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้ในการหาแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์อุบัติซ้ำของสึนามิในพื้นที่ แต่เป็นระบบที่ต้องใช้งบประมาณสูง จึงทำให้ไม่สามารถทำให้ครอบคลุมได้ทุกพื้นที่
ซึ่งหลักการของการใช้เทคโนโลยีที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วนของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อจัดการ และทำนายเหตุการณ์ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าเท่านั้น ในส่วนของภาครัฐและประชาชนเองก็ต้องมีการเตรียมพร้อมการรับมือ และต้องทำการแผนซ้อมสำหรับการอพยบไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้สามารถปฏิบัติการได้ทันถ่วงทีเมื่อได้รับรายงานถึงการเตือนภัยสึนามิ
ดังนั้นทุกภาคส่วนควรช่วยกันพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อเตือนภัย โดยการผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อให้การเตือนภัยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยระบบตรวจจับและเฝ้าระบบคลื่นตามชายฝั่ง ซึ่งเป็นระบบที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสามารถช่วยเสริมและยืนยันความถูกต้องของสัญญาณที่ตรวจวัดได้จากระบบทุ่น ด้วยเหตุนี้การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเตือนภัยพิบัตินั้นเป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะนำมาใช้และแก้ไขปัญหาและเตือนภัยต่างๆได้ทันถ่วงที และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความสูญหายที่จะเกิดขึ้น เช่น ชีวิต ทรัพย์สินและอื่นๆ

เทคโนโลยีสื่อสาร เครื่องมือสำคัญช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ช่วยให้ลดปัญหาการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค


สถานการณ์น้ำท่วม ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ประสบภัยเป็นวงกว้าง หลายพื้นที่ขาดการติดต่อสื่อสาร กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ถูกตัดและดับเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ส่งผลให้การติดต่อสื่อสารขอรับความช่วยเหลือจากผู้ประสบภัยธรรมชาติสู่บุคคล องค์กรต่างๆ เป็นไปได้อย่างลำบาก ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค เสี่ยงต่อการป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บที่มากับน้ำท่วม

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นผลิตผลจากการวิจัยและพัฒนาของ สวทช. เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมยังพื้นที่ต่างๆ หวังเยียวยาผู้ประสบภัยได้คุณภาพชีวิตที่ดีกลับคืนมาในเร็ววัน

แนะวิธี ชาร์จไฟโทรศัพท์ในยามฉุกเฉิน
จาก ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นส่งผลให้กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ประสบภัยถูกตัดและดับ เป็นระยะเวลาอันยาวนาน การติดต่อสื่อสารเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากผู้ประสบภัยธรรมชาติเป็นไปได้ อย่างลำบาก

จึงแนะนำวิธีการสร้างเครื่องชาร์จไฟโทรศัพท์ในยามฉุกเฉินด้วยการนำแบตเตอรี่ 12 โวลท์จากรถยนต์มาประยุกต์ใช้สร้างเป็นเครื่องชาร์จไฟโทรศัพท์เพื่อให้สามารถ ติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือผ่านทางมือถือได้ โดยวิธีการเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์แบตเตอรี่ 12 โวลท์จากรถยนต์ อินเวอร์เตอร์แปลงแรงดันจาก 12 โวลท์ดีซี เป็น 220 โวลท์เอซี โดยขนาดของอินเวอร์เตอร์ในท้องตลาดมีตั้งแต่ขนาด 80 วัตต์ จนถึง 1000 วัตต์ซึ่งสายไฟสำหรับต่อกับแบตเตอรี่มักจะติดมากับอินเวอร์เตอร์อยู่แล้ว จากนั้นต่อพ่วงสายแบตเตอรี่สีแดงเข้าที่ขั้วบวก (+) และสายสีดำเข้าที่ขั้วลบ (-) ของทั้งฝั่งอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ เท่านั้นก็สามารถเสียบเครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือได้หลายเครื่องพร้อมๆ กันแล้ว

แม้ว่าถ้าคำนวณประสิทธิภาพพลังงานจะพบว่าต่ำมาก แต่ในยามคับขันที่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ก็ถือว่ายอมรับได้ มีข้อควรคำนึงในการใช้งานคือ หากไม่ได้ใช้งานอย่าเสียบเครื่องชาร์ททิ้งไว้ เพราะแบตเตอรี่จะหมดไปโดยเปล่าประโยชน์  ทั้งนี้ องค์ความรู้ข้างต้น แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วไปก็สามารถนำไปใประยุกต์ใช้งานได้ เช่น เวลาแบตหมดในพื้นที่ห่างไกลชุมชน ฉะนั้น ควรหาซื้ออุปกรณ์แปลงแรงดันอินเวอร์เตอร์สำหรับต่อพ่วงเตรียมไว้ใช้งานพร้อม ติดในรถเสมอๆ

รถสื่อสารฉุกเฉิน เปิดช่องทางสื่อสารให้ผู้ประสบภัย
แม้ว่าเราสามารถใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้แล้วก็ตาม แต่ในยามเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ นั้น จะพบว่ามีความยากลำบากในการสื่อสารเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากระบบสื่อสารล่ม การรายงานความเสียหาย ความต้องการในการติดต่อระหว่างพื้นที่ประสบภัยกับพื้นที่ภายนอกไม่สามารถทำได้ การสื่อสารเพื่อสอบถามทุกข์สุขจะเกิดขึ้นอย่างมากจนบ่อยครั้งทำให้ระบบสื่อ สารหยุดทำงาน นอกจากนี้ คนจำนวนมากต้องติดต่อเพื่อร้องขอความช่วยเหลือและคนอีกจำนวนมากก็กำลังขอรับ บริจาคและจัดหาความช่วยเหลือมายังพื้นที่อุบัติภัยเหล่านั้น ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวระบบสื่อสารต้องทำงานหนักขึ้นกว่าสิบเท่าตัวของการใช้งาน ตามปกติและบ่อยครั้งระบบสื่อสารที่มีอยู่ก็ล่มสลายหรือชำรุดไปกับการโจมตี ของภัยเหล่านั้นอีก ด้วยต้องใช้เวลาหลายวัน จึงจะสามารถบริการประชาชนได้ หากระบบโทรศัพท์สามารถใช้งานได้ปกติ ก็อาจประสบปัญหาช่องสัญญาณโทรศัพท์มีไม่เพียงพอ เพราะความต้องการใช้งานโทรศัพท์ในยามฉุกเฉินสูงกว่าปกติเป็นอย่างมาก

ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการเฝ้าระวังภัยพิบัติธรรมชาติ


ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีภาวะเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติโดยมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก จากการศึกษาของบริษัทเมเปิลครอฟท์ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงในอังกฤษ เปิดเผยรายงานดัชนีประเทศเสี่ยงภัยจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง จาก 170 ประเทศทั่วโลก ปรากฏว่าประเทศไทยติดอันดับที่ 14 ประเทศฟิลิปปินส์ติดอันดับที่ 6 ประเทศเมียนมาร์อันดับที่10 ประเทศกัมพูชาอันดับที่12 ประเทศเวียดนามอันดับที่13

ภัยพิบัติต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมีความบ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้น ในอดีตปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ  จนกระทั่งคนในท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถเรียนรู้ ปรับตัวกลมกลืนธรรมชาติและพยากรณ์การเกิดภัยพิบัติจากการสังเกตระบบเตือนภัยตามธรรมชาติได้ ตัวอย่างเช่นเมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติขึ้นมักจะมีสัญญาญเตือนล่วงหน้า เช่น ลักษณะของเมฆบนท้องฟ้า พายุหิมะ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสัตว์ที่แตกต่างไปจากปกติ ด้วยเหตุนี้คนในท้องถิ่นจึงสามารถเตรียมการป้องกันและมาตรการบรรเทาผลกระทบได้อย่างทันท่วงที เหตุการณ์เหล่านี้จึงเป็น ‘ความรุนแรงตามธรรมชาติ’ ที่คร่าชีวิตของมนุษย์และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินไม่รุนแรงมากนัก

ปัจจุบันปรากฎการณ์เหล่านี้กลับเป็น ภัยพิบัติ ทั้งภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว  สึนามิ และภัยพิบัติที่มีสาเหตุจากมนุษย์เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง ความอดอยาก  ภูมิปัญญาในการลดความเสี่ยง การเตรียมตนเองและเตรียมชุมชนให้มีความพร้อมที่จะเผชิญภัยพิบัติโดยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรือสามารถอยู่ร่วมกับภัยพิบัติได้อย่างสงบสุข ปัจจุบันมนุษย์ส่วนใหญ่พึ่งพาเพียงแต่เทคโนโลยีในการเตือนภัยพิบัติ ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษถูกลืมเลือนไป มนุษย์จึงเอาตัวรอดจากภัยพิบัติได้น้อยลงและปรับตัวเข้าการเปลี่ยนแปลงได้ยากขึ้น

หลายครั้งที่ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ก็ไม่อาจที่จะลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กรณีเฮอร์ริเคนแคทรีนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2548 และอุทกภัยในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2554 ทั้งสองกรณีถึงแม้จะมีเทคโนโลยีการเตือนภัยพิบัติที่ทันสมัย แต่การสื่อสารเรื่องภัยพิบัติที่ไม่ชัดเจนและการประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่ผิดพลาด ทำให้เกิดหายนะภัยครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของประเทศทั้งสอง รวมทั้งแผ่นดินไหวและสึนามิยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถพยากรณ์การเกิดขึ้นล่วงหน้าได้  เช่น แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งแปซิฟิกโทโฮะกุและคลื่นสีนามิในประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2554 การเตือนภัยทำได้หลังจากที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้นอาเซียนควรส่งเสริมการศึกษา ทำความข้าใจ เคารพและยอมรับภูมิปัญญาท้องถิ่นในฐานะที่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยง บรรเทา หลีกเลี่ยง ป้องกันหรือจำกัดความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ทั้งนี้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดเป็นพื้นฐานของความรู้สมัยใหม่ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม  หากมีการสืบค้นหาเพื่อศึกษา นำมาใช้ก็จะเป็นที่รู้จัก เกิดการถ่ายทอดและสร้างองค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติของชุมชน ที่มีผลสัมฤทธิ์และเผยแพร่ให้ท้องถิ่น ชุมชน นำไปปฏิบัติ รวมทั้งเป็นบทเรียนให้แก่นักปฎิบัติและผู้กำหนดนโยบายในการพิจารณาความรู้ของชุมชนท้องถิ่นและปฏิบัติการณ์เพื่อบูรณาการแหล่งความรู้ที่มีคุณค่านี้ในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  อันจะสัมพันธ์กับการทำงานเพื่อหนุนเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการส่งเสริมการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนมีส่วนร่วมและยุทธศาสตร์การปรับตัวเข้ากับภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

ไทยด้อยเทคโนโลยีในการเตือนภัยพิบัด

การรู้จุดศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว และมีการตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาพื้นที่ศูนย์กลางของการเกิดเหตุ เนื่องจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวนี้มีลักษณะคาดเดาได้ยากเพราะเกิดจากการเคลื่อนตัวของชั้นเปลือกโลกซึ่งอยู่ใต้ผิวดิน ดังนั้นการแจ้งเตือนจึงทำได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไป เพื่อให้เตรียมความพร้อมรับมือหรือป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การคาดเดาเหตุแผ่นดินไหวนั้นสามารถทำล่วงหน้าได้ แต่ความแม่นยำที่ได้อาจมีไม่มากนัก โดยต้องใช้ทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์ สถิติ และรายละเอียดด้านธรณีวิทยา รวมถึงการขุดร่องสำรวจและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่มีราคาค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน แผ่นดินไหวยังมีความแตกต่างกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ จึงทำได้แต่เพียงสร้างความพร้อมในการรับมือหากเกิดเหตุ และแจ้งเตือนล่วงหน้าหากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีแนวโน้มจะกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่จุดศูนย์กลางการเกิด

ปัจจุบัน ทุกประเทศล้วนมีระบบตรวจจับการเกิดแผ่นดินไหว-สึนามิ แทบทั้งสิ้น แต่งบประมาณที่แต่ละหน่วยงานของแต่ละประเทศได้รับก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้แต่ละประเทศมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ซึ่งประเทศไทยนั้นมีเทคโนโลยีดังกล่าวตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดเหตุสึนามิ ในปี 2547 ซึ่งหมายความว่าปัจจุบันเรายังใช้เทคโนโลยีที่มีอายุกว่า 10 ปีมาแล้ว และมีการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเครื่องมือชุดดังกล่าวมีราคาประมาณ 400 ล้านบาท ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2558 ทางสำนักงานฯ มีแผนยื่นของบประมาณต่อรัฐบาล เพื่อติดตั้งระบบเฝ้าระวังเหตุแผ่นดินไหวสมรรถนะสูงในวงเงินราว 550 ล้านบาท สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและเฝ้าระวังเหตุดังกล่าว รวมทั้งเพิ่มจุดตรวจจับแผ่นดิวไหวจากเดิมที่ไทยมีเพียง 40 แห่ง กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ให้เป็น 70-80 แห่ง หรือถึง 100 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้วย

ส่วนในประเทศจีนและญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง จึงสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติล่วงหน้าได้ค่อนข้างดีกว่าไทย แต่ถึงอย่างไรการคาดการณ์เหตุแผ่นดินไหวนั้นก็มีความแม่นยำเพียง 20% เท่านั้น

สำหรับระดับความรุนแรงของเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทยนั้น มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ขนาด 5 ขึ้นไป ซึ่งเคยเกิดขึ้นในระดับดังกล่าวแล้วกว่า 10 ครั้ง ส่วนความรุนแรงขนาด 6-6.5 นั้น เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เมื่อราว 80 ปีที่ผ่านมาในจังหวัดน่าน และเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ 5 พ.ค.2557 ซึ่งหากศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ใกล้กับบริเวณชุมชนก็จะยิ่งสร้างความเสียหายแก่ประชาชน เนื่องจากมีทั้งบ้านเรือน อาคารสำคัญ โดยพื้นที่ที่ถือว่ามีความเสี่ยงมากที่สุดในประเทศไทยก็คือ ภาคเหนือ และภาคตะวันตก เนื่องจากมีแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวสูงกว่าพื้นที่อื่นและเป็นรอยเลื่อนมีพลัง ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผ่นดินไหวมากกว่าในพื้นที่อื่น

ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้อย่างคาดไม่ถึง

ปัจจุบันภัยพิบัติทางธรรมชาติได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรง

ที่นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่มวลมนุษยชาติอย่างมหาศาล เมื่อย้อนกลับไปไม่นานเราก็จะพบภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเหตุภัยพิบัติเหล่านี้ส่งผลทั้งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน และผลกระทบที่มีต่อสภาพจิตใจของผู้ที่รอดชีวิต ซึ่งหากจะตีเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจก็มีจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ในหลายกรณีผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติยังส่งแรงสะเทือนข้ามพรมแดนไปยังประเทศหรือภูมิภาคต่างๆที่อยู่รอบข้าง สร้างความตระหนักในมิติเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนนี้ทำให้ประเด็นเรื่องการป้องกันภัยธรรมชาติได้รับความสนใจจากนานาชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมมือกันป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติในระดับโลก

ปัจจุบันการเจริญเติบโตและขยายตัวของชุมชนเมือง ทำให้สภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายและเสื่อมโทรม นิเวศน์ทางธรรมชาติเสียสมดุล ด้วยเหตุดังกล่าวการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจึงทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ประเทศไทยได้รับมือกับสาธารณภัย ซึ่งเป็นภัยพิบัติรุนแรงขนาดใหญ่ที่ผ่านมา การเตรียมการจัดการตามระบบและแผนที่มีอยู่นั้น ยังคงอาศัยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หน่วยปฏิบัติจะต้องกำหนดแนวทาง วิธีการ ตลอดจนแผนต่างๆ ให้สอดคล้องโดยมีเป้าหมายสูงสุดให้การดำเนินการเพื่อรับมือ ตอบโต้ กับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เป็นระบบมีประสิทธิภาพ

การจัดทำระบบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินจากภัยธรรมชาติ

มีเป้าหมายในการสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศที่จะใช้ในการรับเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินโดยครอบคลุมทั้งสถานการณ์ก่อนการเกิดขึ้นของภัยพิบัติ สถานการณ์ระหว่างการเกิดเหตุของภัยพิบัติ สถานการณ์หลังการเกิดเหตุและการฟื้นฟูสภาพจากผลของภัยพิบัติ พัฒนาการวางแผนและฝึกฝนเพื่อการรับมือกับเหตุภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือต่อผู้ประสบภัยโดยข้อมูลแผนที่ที่ทันสมัยและให้รายละเอียดของข้อมูลประชากรศาสตร์ จำนวนครัวเรือน โบราณสถาน ลักษณะเฉพาะของตัวอาคารและข้อมูลโครงสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการรับมือกับเหตุภัยพิบัติ

จากสถานการณ์ภัยพิบัติที่ผ่านมา พบว่าการช่วยเหลือและแก้ไขของหน่วยงานต่างๆยังคงมีปัญหา เนื่องจากประเทศไทยมีประสบการณ์ในการจัดการกับภัยพิบัติค่อนข้างจำกัด เนื่องจากในอดีตภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำมักเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งมักไม่รุนแรงมากนัก ดังนั้นการเตรียมการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติของไทยจึงอยู่ในลักษณะของการตั้งรับ บนสมมติฐานว่าขอบเขตของความรุนแรงมีไม่มาก ระบบการเตรียมพร้อม การจัดการในสภาวะฉุกเฉิน การกู้ภัย และการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู จึงยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรองรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติขนาดใหญ่หลายครั้ง จึงเกิดความตื่นตัวในเชิงของนโยบายของรัฐ และมีการพัฒนากระบวนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้มีความก้าวหน้า ทันเหตุการณ์ และทั่วถึงมากขึ้น

นาโนเทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริม และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการรับมือภัยพิบัติตามธรรมชาติ

ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบัน เช่น น้ำท่วมในประเทศไทยปี 2554 หิมะตกเวียดนาม พายุหิมะถล่มนอกฤดูที่สหรัฐอเมริกา ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  อากาศหนาวจัดที่ยุโรป หิมะตกที่เวียดนาม หรือเมื่อเร็วๆ นี้เกิดแม่คะนิ้งบนยอดดอยอินทนนท์กลางฤดูร้อน แสดงให้เห็นถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศ เตือนใจให้เราตระหนักว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคิด ถึงแม้โลกในปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าทางวิชาการอุตุนิยมวิทยา แต่การพยากรณ์หรือรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติยังทำได้ไม่มากเพียงพอ เกิดความสูญเสียกับชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกในปีนี้ครบ 50 ปี ของงานเฝ้าติดตามลักษณะอากาศโลกจึงไปให้ความสำคัญการเฝ้าระวังและติดตามสภาวะอากาศเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งช่วงเวลามากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติธรรมชาติทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

การที่จะยับยั้งภัยพิบัติตามธรรมชาติโดยตรงนั้นทำได้ยาก สิ่งที่เราสามารถทำได้ในขณะนี้คงเป็นเพียงระบบการเตือนภัยที่รวดเร็ว และการคาดการณ์ที่แม่นยำเพื่อเตรียมรับมือกับสถานะการที่เกิดขึ้น เช่นการอพยพ การเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวมถึงการประสานความร่วมมือจากประเทศข้างเคียง หรือพันธมิตรเพื่อลดการสูญเสียให้น้อยที่สุด จากนั้นก็จะหนีไม่พ้นเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค รวมถึงการดูแลทางด้านจิตใจอีกด้วย จากนั้นจะเป็นการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการคมนาคมที่สูญเสียไป

นาโนเทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริม และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการรับมือภัยพิบัติตามธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในด้านของการเตือนภัย หรือการคาดการพยากรณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับภัยพิบัติ ปัจจุบันได้รับการพัฒนาไปอย่างมากทำให้สามารถเตือนภัยก่อนจะเกิดเหตุการณ์จริงได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการเตือนภัยยังอยู่ในช่วงแคบ และการสื่อสารยังคงไม่ทั่วถึง ผลกระทบจึงยังเกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติขั้นร้ายแรง เกิดขึ้นในประเทศที่มีการสื่อสารไม่ทั่วถึง นาโนเทคโนโลยี จะเข้าไปช่วยพัฒนาเกี่ยวกับเซนเซอร์ที่ใช้ในการเตือนภัย รวมถึงระบบการประมวลผล และอุปกรณ์สำหรับถ่ายทอด และสื่อสารได้แม้ในพื้นที่ห่างไกลในด้านของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเบื้องต้นเริ่มตั้งแต่ การค้นหาผู้ที่อาจจะติดอยู่ภายใต้ซากปรักหักพัง กรณีของพายุถล่ม หรือแผ่นดินไหว โดยใช้อุปกรณ์ในการช่วยนำทาง รวมถึงการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์ขนาดเล็ก ที่สามารถเข้าไปสำรวจในบริเวณที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปได้ เวชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่นการห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว พลาสเตอร์ปิดแผลที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีขนาดเล็กสามารถพกพาได้ง่าย และมีความปลอดภัยสูง ลองมาดูตัวอย่างงานวิจัยที่ได้มีใช้นาโนเทคโนโลยีร่วมพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือ กับภัยพิบัติ

การนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบสื่อสารไร้สายทำให้อุปกรณ์ตรวจวัดมีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายได้ง่าย และมีประสิทธิภาพสูงในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย จะช่วยทำให้ประบบการตรวจวัด และการเตือนภัยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แม้มนุษย์จะไม่สามารถยับยั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ แต่การรู้ล่วงหน้า และการเตรียมความพร้อมในการเผชิญหน้ากับพลังธรรมชาติ จะช่วยรักษาความสูญเสียของชีวิต และทรัพย์สินต่าง ๆ ได้อย่างมาก การซ่อม แซมและฟื้นฟูภายหลังจากภัยพิบัติ ความช่วยเหลือในระดับนานาชาติ ก็จะทำให้ผู้ประสบภัยผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากได้อย่างเข้มแข็ง